วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Picture for Practice











วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

การประเมินความรุนแรงผู้บาดเจ็บที่มีภาวะกระดูกหัก


บริษัทสยาม เมดิคอล เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด
ผู้ให้บริการอบรม

1. หลักสูตรการปฐมพยาบาลและปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน
( First Aid And Basic Life Support )


2. หลักสูตรหลักการยศาสตร์กับการทำงาน
(Ergonomics System )


3. หลักสูตรยาเสพติดและการบำบัด


TEL : 087-034-9000 , 089-811-6139 EMAIL : siammtc@ gmail.com


* จากบทความครั้งก่อนเรื่องการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บที่มีภาวะกระดูกหัก ที่ผมได้เขียนไว้ ต้องขอบพระคุณบุคลากรหลายท่านที่ให้ความสนใจในบทความดังกล่าว หลายท่าน ส่งคำถามมายังเมล์ของบริษัท( siammtc@gmail.com ) สอบถามเรื่องการประเมินความรุนแรงของการบาดเจ็บเมื่อมีกระดูกหัก จริงแล้วบทความที่ผมได้เขียนลงในblog นี้ เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาหลักสูตรการปฐมพยาบาลและปฏิบัติช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานที่ผมได้สอนให้กับบุคลากรที่เข้าอบรม Link: http://www.ziddu.com/download/13386869/FirstAidandBasicLifeSupport2011.pdf.html ขอขอบพระคุณ Web Master และเจ้าของBlog ที่สละพื้นนี้ให้ผมและบริษัทได้เป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันความรู้ให้กับบุคลากรที่สนใจในเรื่องการปฐมพยาบาล ผมขออนุญาตเขียนเพิ่มเติมต่อจากบทความครั้งก่อน
การประเมินความรุนแรงผู้บาดเจ็บที่มีภาวะกระดูกหัก
จากบทความครั้งก่อนเรื่องการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บที่มีภาวะกระดูกหัก เราแบ่งชนิดของการหักของกระดูกเป็น 2 ชนิด คือ หักแบบเปิด และหักแบบปิด ซึ่งขอไม่กล่าวในบทความนี้ สิ่งที่หลายท่านสนใจและเกิดคำถามตามมาคือ แล้วกระดูกที่หักนั้นมีความรุนแรงแค่ไหน หากเราต้องการประเมินความรุนแรงของการหักในครั้งนั้นให้เราใช้เทคนิคการประเมินที่เรียกว่า " LAF "

Type of Fracture

LAF


" LAF " เป็นคำย่อที่เราจะนำมาใช้ทุกครั้งเพื่อประเมินความรุนแรงของการหักและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับอวัยวะข้างเคียง ซึ่งย่อมาจาก

" L " หมายถึง " LO
OK " ให้ผู้ช่วยเหลือประเมินโดยการสำรวจหรือสังเกตอวัยวะส่วนที่ได้รับการบาดเจ็บหรือหัก ว่าลักษณะอย่างไร เช่น ชนิดของการหัก เปิด หรือ ปิด การผิดรูป โค้งงอ การบวม ลักษณะของแผล มีเลือดไหลแบบ Active Bleeding หรือไม่ การเปรียบเทียบอวัยวะด้านที่ได้รับการบาดเจ็บกับด้านที่ปกติ เป็นต้น
Deformity

" A " หมายถึง " ASK " กรณีที่ผู้บาดเจ็บยังมีสติอยู่ ให้ผู้ช่วยเหลือสอบถามอาการโดยตรงกับผู้บาดเจ็บ เกี่ยวกับการเจ็บปวด ลักษณะของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงกับอวัยวะส่วนอื่นได้อีก

" F " หมายถึง " FEEL " สอบถามอาการเจ็บปวด ความรู้สึก อาการชา ซึ่งอาจหมายถึงระบบประสาทสั่งการส่วนนั้นได้รับการบาดเจ็บร่วมด้วย
นอกจากการใช้เทคนิค LAF อย่างที่กล่าวมาแล้ว ท่านจำเป็นจะต้องมีการประเิมินการบาดเจ็บของระบบในร่างกายอีกสองระบบ คือระบบไหลเวียนโลหิต และระบบประสาท ว่าทั้งสองระบบดังกล่าวได้รับผลกระทบจากการหักของกระดูกด้วยหรือไม่ โดยการใช้ เทคนิคตัวย่อที่เรียกว่า " CSM "

CSM

" C " หมายถึง " Circulation " ผู้ช่วยเหลือตรวจเช็ค ระบบไหลเวียนโลหิตที่ไหลมาเลี้ยงอวัยวะส่วนปลาย ที่อยู่ต่ำกว่าส่วนที่ได้รับการบาดเจ็บว่ายังมีเลือดไหลมาเลี้ยงพอหรือไม่ โดยเช็คได้สองวิธีดังนี้
1. เช็คที่เส้นเลือดแดงใหญ่ เช่นหากมีการ
หักของกระดูกบริเวณแขน ให้เช็คระบบการไหลเวียนโลหิตบริเวณ ข้อมือ ( Radial Artery ) บริเวณข้อพับแขน ( Brachial Artery ), หากหักบริเวณขา ให้เช็ึึคบริเวณหลังเท้า ใกล้กับบริเวณข้อเท้า ( Dorsalis pedis ) , บริเวณข้อพับเข่า ( Popliteal Artery ) เป็นต้น หากคลำแล้วยังพบว่ามีการเต้นของชีพจรอยู่ แสดงว่ายังมีเลือดวิ่งมาเลี้ยงบริเวณส่วนปลายอยู่
2. เช็คบริเวณปลายเล็บ โดยการกด ที่ปลายเล็บของอวัยวะด้านที่ได้รับการบาดเจ็บ ซึ่งเมื่อกดสีเล็บบริเวณดังกล่าวจะซีดลง และให้ปล่อย สีของเ
ล็บที่ถูกกดและปล่อย จะีต้องกลับมาเป็นสีชมพูเช่นเดิมภายในเวลาประมาณ 2 วินาที หากสีชมพูกลับมาช้ากว่าเวลาที่กำหนด แสดงว่าระบบไหลเวียนโลหิตที่ส่งเลือดมาเลี้ยงอวัยวะส่วนปลายได้รับผลกระทบ

" S " หมายถึง " Sensation " เป็นการเช็คระบบประสาท การรับความรู้สึกของอวัยวะส่วนปลายที่อยู่ต่ำกว่าส่วนที่ได้รับการบาดเจ็บ โดยการ สัมผัสเบาๆบริเวณ นิ้วมือ นิ้วเท้า และให้ผู้บาดเจ็บตอบ หากผู้บาดเจ็บไม่มีความรู้สึก รู้สึกลดลง หรือชาบริเวณดังกล่าว แสดงว่าระบบการรับรู้ส่วนนั้นเสียไป หรือถูกทำลาย

" M " หมายถึง " Movement " เป็นการเช็คการสั่งการของระบบประสาทที่ทำหน้าควบคุมอวัยวะส่วนปลายที่อยู่ต่ำกว่าส่วนที่ได้รับการบาดเจ็บ โดยบอกให้ผู้บาดเจ็บลองกระดกข้อมือ ข้อเท้า ดู ถ้าไม่สามารถทำได้ตามปกติ อาจหมายถึงระบบประสาทได้รับผลกระทบหรือถูกทำลายนั่นเอง

การประเมินระบบไหลเวียนโลหิตและระบบประสาท เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญอย่างมาก เพื่อให้ทราบความรุนแรงที่เกิดขึ้นอวัยวะที่หักและอวัยวะที่อยู่ข้างเคียง เป็นการประเมินความเร่งด่วนที่ต้องให้ความช่วยเหลือหรือเคลื่อนย้ายนำส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว หลังจากประเมินความรุนแรงของอวัยวะส่วนที่หักได้แล้ว ลำดับต่อไปที่นักปฐมพยาบาลต้องปฎิบัติต่อคือการทำให้ส่วนที่ได้รับการบาดเจ็บอยู่นิ่ง โดยการดาม ( Splint ) ซึ่งเป็นบทความที่ผมได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว


หมายเหตุ :
- หากท่านผู้อ่านต้องการบทความ/ความรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นในหัวข้ออื่นๆ
ท่านสามารถส่งเมล์มาได้ที่ siammtc@gmail.com
- บริษัทสยามเมดิคอลเทรนนิ่งเซ็นเตอร์ จำกัด
ผู้ให้บริการฝึกอบรมหลักสูตรการปฐมพยาบาลและการกู้ชีวิตเบื้องต้น
หากท่านต้องการทราบรายละเอียดและราคาเกี่ยวกับหลักสูตรดังกล่าวกรุณาติดต่อได้ที่
บริษัทสยามเมดิคอลเทรนนิ่งเซ็นเตอร์ จำกัด 087-034-9000 , 089-811-6139 หรือ Download รายละเอียดหลักสูตรที่
Link: http://www.ziddu.com/download/17872967/FirstAidnCPR2012.pdf.html

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

การช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR)


บริษัทสยาม เมดิคอล เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด
ผู้ให้บริการอบรม

1. หลักสูตรการปฐมพยาบาลและปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน
( First Aid And Basic Life Support )


2. หลักสูตรหลักการยศาสตร์กับการทำงาน
(Ergonomics System )


3. หลักสูตรยาเสพติดและการบำบัด


TEL : 087-034-9000 , 089-811-6139 EMAIL : siammtc@ gmail.com



ผู้เขียนอ้างอิงตาม American Heart Assosiation ( AHA ) Guidelines for Cardiopulmonary Resucsitation ( CPR ) and Emergency Cardiovascular Care ( ECC ) 2010


ผู้เขียนขอให้ท่านจำ 4 ขั้นตอนของห่วงโซ่แห่งการรอดชีวิต ( Chain of Survival ) หรือ 4 E ใ้ห้ดี เพราะหากท่านสามารถทำได้ตาม Step โอกาสการรอดชีวิตของผู้บาดเจ็บจะสูงอย่างมาก
1. การตระหนักถึงภาวะฉุกเฉิน และการแจ้งทีมช่วยชีวิต ( EMS )ให้ทราบอย่างรวดเร็ว ( Early Access)
2. การเริ่มปฏิบัติการช่วยชีวตในทันที ( Early CPR ) ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้ถึง 2-3 เท่า
3. การให้การรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าให้รวดเร็วที่สุด ภายใน 3-5 นาที ( Early Defibrillation) ร่วมกับการทำ CPR ช่วยอัตราการรอดชีวิตสูงถึงร้อยละ 49-75
4. ให้ผู้บาดเจ็บได้รับปฎิบัติการช่วยชีวิตขั้นสูงโดยบุคลากรทางการแพทย์อย่างรวดเร็ว( Early ACLS )

แต่หากคุณยังไม่ได้ให้ความช่วยเหลือหลังที่ผู้บาดเจ็บ Arrest พบว่าอัตราการรอดชีวิตของผู้บาดเจ็บ โดยเฉพาะ ผู้ป่วยประเภท SCA จะลดลงร้อยละ 7-10 ทุกๆ 1 นาทีที่ผ่านไป

หากคุณต้องการทราบว่าผู้บาดเจ็บยังมีชีวิตอยู่หรือไ่ม่ ให้คุณเช็ค 3 ระบบของร่างกาย ก็เพียงพอแล้ว เพราะ ทั้ง 3 ระบบต้องทำงานประสานกันเสมอ ขาดรบบใดระบบหนึ่ง อีก 2ระบบก็จะหยุดตามไปด้วย นั่นคือ
1. ระบบประสาทหรือการตอบสนองของผู้บาดเจ็บ 2. ระบบการหายใจ 3.ระบบการไหลเวียนโลหิต

ในตำราการปฐมพยาบาลทั่วไป มักแนะนำเสมอว่า หากคุณเจอผู้บาดเจ็บหมดสติ และต้องการช่วยเหลือจะแนะนำว่าให้ปฎิบัติตามหลักการ ที่เรียกง่ายๆว่า " A B C "

A คือ Air Way ให้ดูว่าทางเดินหายใจของผู้บาดเจ็บเปิดโล่งหรือไม่
B คือ Breathing ให้ดู่ว่าหลังจากทางเดินหายใจเปิดโล่งแล้ว ผู้บาดเจ็บหายใจหรือไม่
C คือ Circulation ชีพจรของผู้บาดเจ็บยังเต้นอยู่หรือไม่

แต่ในเวอร์ชั่นล่าสุดปี 2010 ของ AHA ได้ทำการสลับขั้นตอนในการปฏิบัติการช่วยชีวิตขึ้นใหม่ อันจะเป็นการเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้บาดเจ็บที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นกระทันหันได้มากขึ้น นั่นคือ จากขั้นตอน ABC AHA แนะนำให้เปลี่ยนเป็น CAB โดยมุ่งความสำคัญไปที่การทำเลือดวิ่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะสมองให้เร็วที่สุด

คำถาม : ทำไมต้องเปลี่ยนจาก ABC ไปเป็น CAB ซึ่งมักจะมีคำถามเกิดขึ้นตามมาเสมอ
ในฐานะของวิทยากร จะตอบแบบตรงไปตรงมาว่า
1. โดยปกติแล้ว คนเราสามารถกั้นหายใจได้ยาวนานเป็นนาที หรือบางคนอาจมากกว่านั้นด้วย โดยที่ไม่ทำให้สมองตาย เช่นเดียวกัน ผู้บาดเจ็บที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นกระทันหัน สมองก็สามารถขาดออกซิเจนได้นานเป็นนาทีเหมือนกัน AHA แนะนำว่าหากเรารีบช่วยชีวิตโดยการเริ่มจากการใช้ " C " ก่อน จะเป็นการเพิ่มอัตราการไหลเวียนโลหิตให้ไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้เร็วโดยเฉพาะสมอง และยังจะทำให้คลื่นการเต้นของหัวใจเต้นเป็นแบบ Venticular Fibrilltion ( VF )ได้มากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความสำเร็จอย่างมากในการรักษาด้วยกระแสไฟฟ้า ( Defibrillator ) หลังจากทำการปั๊มหัวใจไปแล้ว 30 ครั้ง( ประมาณ 18 วินาที ) แล้วจึงเริ่มใช้ " A " โดยการเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง และเริ่ม " B " อย่างต่อเนื่อง โดยการเป่าปาก 2 ครั้ง
2. ในสถานะการณ์ฉุกเฉิน เมื่อผู้ช่วยเหลือพบเจอผู้บาดเจ็บที่มีภาวะหัวใจหยุดเ่ต้นกระทันหัน มักจะทำอะไรไม่ค่อยถูก หรือบางครั้งอยากช่วยเหลือแต่ไม่กล้าเป่าปาก การปั๊มหัวใจเพียงอย่างเดียว เป็นการเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้มากกว่าการไม่ทำอะไรเลย และทำได้ง่ายที่สุดในสามัญสำนึกของคนทั่วไป

2 คำตอบข้างบนนี้ น่าจะเป็นการอธิบายเหตุผลได้ไม่มากก็น้อย สำหรับผู้ที่มีคำถาม

ต่อไปเมื่อคุณพบเจอผู้บาดเจ็บหมดสติ ให้ท่องและปฏิบัติตาม " RCAB"
1. R ( Response ) คือการเช็คการตอบสนองของผู้บาดเจ็บ ( Check of Response ) โดยการใช้มือทั้ง 2 ข้างจับบริเวณหัวไหล่ของผู้บาดเจ็บเขย่าหรือตบให้แรงพอควร ขณะเดียวกันให้ก้มปากผู้ช่วยเหลือให้เกือบชิดหูผู้บาดเจ็บพร้อมเรียกผู้บาดเจ็บดังๆ หากผู้บาดเจ็บไม่ตอบสนอง แสดงว่าระบบประสาทของผู้บาดเจ็บผิดปกติ
ให้ผู้ช่วยเหลือ โทรหรือเรียกขอความช่วยเหลือให้เร็วที่สุด ตามห่วงโซ่แห่งการรอดชีวิตที่ AHA แนะนำไว้
เพราะถ้าทีมช่่วยเหลือมาถึงเร็วเท่าใด โอกาสการรอดชีวิตของผู้บาดเจ็บก็เพิ่ม

Check Response

2. C ( Circulation / Compression ) ให้ผู้่ช่วยเหลือทำการตรวจเช็คชีพจรที่บริเวณคอทันที ( แม้ในตำราแนะนำ่ว่าประชาชนทั่วไปไม่ต้องทำการเช็คชีพจร เพราะอาจเกิดความผิดพลาดได้ ) แต่ผมเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่จะใช้วินิจฉัยเบื้องต้นได้ว่าผู้บาดเจ็บยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เนื่องจาก AHA 2010 ได้ตัดการเช็คลมหายใจของผู้บาดเจ็บออกไป ( Look Listen Feel ) ทำให้การวินิจฉัยยากขึ้น เมื่อผู้ช่วยเหลือทำการเช็คชีพจรและไม่พบการเต้นของชีพจร ให้ผู้่ช่วยเหลือทำการปั๊มหัวใจทันที ( Compression ) โดยตำแหน่งที่ใช้ในการปั๊ม ในภาคประชาชนทั่วไปแนะนำให้ใช้วิธีนี้คือ ให้ผู้ช่วยเหลือจินตนาการวาดเส้นตรงระหว่างราวนมของผู้บาดเจ็บ เส้นตรงดังกล่าวตัดกับเส้นแนวกึ่งกลางหน้าอกตรงไหน ใ้้ห้ใช้จุดดังกล่าวนั้นเป็นตำแหน่งที่จะวางส้นมือลงไปให้ขนานกับแนวกึ่งกลางหน้าอก นำมืออีกด้านมาประกบ ประสานนิ้ว และทำการล็อคนิ้ว กระดกข้อมือขึ้น โดยให้ส้นมือสัมผัสกับผนังหน้าอกเท่านั้น แขนตรึง โน้มตัวมาให้แนวแขนตั้งฉากกับผนังหน้าอกของผู้บาดเจ็บ พร้อมกับกดลงไปโดยใช้แรงจากหัวไหล่ จุดหมุนอยู่ตรงสะโพก แขนตรึงเสมอ กดให้หน้าอกยุบลงไปอย่างน้อย 2 นิ้ว ( AHA 2010) ใ้นผู้ใหญ่ กดหน้าอก 30 ครั้ง โดยหลังการกดแต่ละครั้งต้องปล่อยให้หน้าอกยกตัวขึ้นสุดก่อนที่กดครั้งต่อไป โดยที่ส้นมือไม่หลุดออกจากผนังหน้าอก กดหน้าอกแบบเร็วและแรงตามที่กำหนด ( push hard and push fast ) ด้วยอัตราอย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาที ( AHA 2010 )


Check pulse and Compression

3. A ( Air way ) เมื่อผู้บาดเจ็บหมดสติ กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายจะคลายตัว เป็นเหตุให้ลิ้นมีโอกาสเคลื่อนต่ำไปอุดหลอดลมทำให้ผู้บาดเจ็บหายใจไม่ได้ ฉะนั้นหลังจากที่ผู้ช่วยเหลือปั๊มหัวใจเสร็จแล้ว ให้ทำการเปิดทางเดินหายใจผู้บาดเจ็บทันที โดยการใช้เทคนิคที่เรียกว่า ท่ากดหน้าผากและเชยคาง ( Head tilt Chin lift ) โดยการใช้สันมือด้านที่อยู่ใกล้กับศรีษะผู้บาดเจ็บวางบนหน้าผากผู้บาดเจ็บพร้อมกับกดหน้าผาก และใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางของมืออีกด้านจับที่กระดูกขากรรไกร โดยหลีกเลี่ยงการกดที่ก้อนเนื้อใต้คางโดยตรงเชยคางผู้บาดเจ็บ จะทำให้ลิ้นที่อุดหลอดลมถูกดึงกลับมาอยู่ตำแหน่งเดิม ทำให้ทางเดินหายใจเปิดโล่งได้ทันที ยกเว้นกรณีที่รู้แน่นอนว่าผู้บาดเจ็บมีการบาดเจ็บบริเวณคอจะไม่ใช้ท่าดังกล่าว


4. B ( Breathing ) ให้ทำการเป่าปากผู้บาดเจ็บ 2 ครั้ง โดยจัดผู้บาดเจ็บให้อยู่ในท่า กดหน้าผากและเชยคางเช่นเดิม ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของมือที่วางบนหน้าผากบีบจมูกผู้บาดเจ็บ สูดลมหายใจเข้า วางปากผู้ช่วยเหลือครอบปากผู้บาดเจ็บ แนบให้สนิท และเป่าลมเข้าไป โดยการเป่าแต่ละครั้งให้ยาวประมาณ 1 - 2 วินาที จนเห็นหน้าอกผู้บาดเจ็บยกตัวขึ้น พร้อมกับปล่อยให้หน้าอกผู้บาดเจ็บยุบลงมาอยู่ตำแหน่งเดิมก่อนที่จะเป่าครั้งที 2

หนึ่งวงรอบของการช่วยชีวิตประกอบด้วย การปั๊มหน้าอกผู้บาดเจ็บ 30 ครั้ง และเป่าปาก 2 ครั้ง คุณต้องทำอย่างนี้ทั้งหมด 5 รอบ ( ประมาณ 2 นาที ) จึงจะหยุดประเมินผู้บาดเจ็บ 1 ครั้ง ( หากต้องการประเมิน ) หรือทำต่อไปจนกว่าจะพบว่าผู้บาดเจ็บมีการขยับตัว /มีการหายใจ / มีชีพจร หรือมีบุคคลากรทางการแพทย์มารับช่วงต่อ เราจึงจะหยุดได้ ( หยุดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ minimizing interrupted )


กรณีที่ผู้ช่วยเหลือพบผู้บาดเจ็บล้มต่อหน้า หยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้น หากต้องการช่วยเหลือแต่ไม่เคยได้รับการอบรมมาก่อน หรือต้องการช่วยเหลือแต่ไม่กล้าเป่าปาก ควรโทรเรียกความช่วยให้เร็วที่สุด ผู้ช่วยเหลือสามารถทำการปั๊มหัวใจอย่างเดียวได้จนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง ( Hands- only CPR ) ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความสำเร็จได้มากกว่าการไม่ได้ทำอะไรเลย

ผู้เขียนคาดหวังว่าบทความที่เขียนขึ้นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อบุคคลากรและประชาชนที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ เพื่อให้ผู้บาดเจ็บรอดพ้นจากภาวะวิกฤต และมีชีวิตรอดปลอดภัยสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ อันจะเป็นการลดการสูญเสียทรัพยากรอันมีค่าของประเทศ

หมายเหตุ :
- หากท่านผู้อ่านต้องการบทความ/ความรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นในหัวข้ออื่นๆ
ท่านสามารถส่งเมล์มาได้ที่ siammtc@gmail.com
- บริษัทสยามเมดิคอลเทรนนิ่งเซ็นเตอร์ จำกัด 087-034-9000 , 089-811-6139
ผู้ให้บริการฝึกอบรมหลักสูตรการปฐมพยาบาลและการกู้ชีวิตเบื้องต้น
หากท่านต้องการทราบรายละเอียดและราคาเกี่ยวกับหลักสูตรดังกล่าวกรุณาติดต่อได้ที่
บริษัทสยามเมดิคอลเทรนนิ่งเซ็นเตอร์ จำกัด 087-034-9000 , 089-811-6139 หรือ Download รายละเอียดหลักสูตรที่
Link: http://www.ziddu.com/download/17872967/FirstAidnCPR2012.pdf.html

วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

การปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บที่มีภาวะกระดูกหัก


บริษัทสยาม เมดิคอล เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด
ผู้ให้บริการอบรม

1. หลักสูตรการปฐมพยาบาลและปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน
( First Aid And Basic Life Support )


2. หลักสูตรหลักการยศาสตร์กับการทำงาน
(Ergonomics System )


3. หลักสูตรยาเสพติดและการบำบัด


TEL : 087-034-9000 , 089-811-6139 EMAIL : siammtc@ gmail.com

หมายเหตุ 1 : เนื้อหาของบทความด้านล่างเกิดจากประสบการณ์จริง ของผู้เขียนทั้งในบทบาทของผู้ให้การรักษาพยาบาล ผู้พบเห็นในขณะที่ยังทำงานในตึกอุบัติเหต และบทบาทของวิทยากร ผู้เขียนจึงอยากนำเทคนิค ดังกล่าวมาถ่ายทอด เพื่อประโยชน์ต่อนักปฐมพยาบาลทุกคนที่มีส่วนช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ อีกทั้งยังช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับ
ผู้
บาดเจ็บ อันจะส่งผลให้ผู้บาดเจ็
บสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

การปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บที่ภาวะกระดูกหัก ( Fracture )

ชนิดของการหักของกระดูก
กระดูกหักแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1. หักแบบปิด หมายถึง ภาวะที่กระดูกได้รับความบาดเจ็บและเกิดการหักโดยไม่มีการแทงทะลุออกนอกผิวหนัง
2. หักแบบเปิด หมายถึง ภาวะที่กระดูกได้รับความบาด
เจ็บและหักแทงทะลุออกนอกผิวหนังหรือมีเลือดไหล

เราจะทราบได้อย่างไรว่าผู้บาดเจ็บมีภาวะกระดูกหักร่วมด้วย ?
อาการแสดงที่บ่งบอกว่าผู้บาดเจ็บมีภาวะกระดูกหัก
1. มีอาการบวม ช้ำ กดเจ็บในบริเวณที่บาดเจ็บ

2. มีอาการผิดรูป เช่นบิด โค้ง งอ หรือเคลื่อนไหวแล้วผิดปกติ
3. เจ็บเวลาขยับมีเสียงกรอบแกรม
4. อวัยวะสั้นกว่าปกติ (จะเกิดขึ้นในลัักษณะการหักและมีการซ้อนกันของกระดูก )
5. มีบาดแผล เห็นปลายกระดูกโผล่ออกนอกผิวหนั



อวัยวะมีลักษณะผิดรูป กระดูกหักโผล่ทิ่มออกนอกผิวหนัง

*** ต่อไปถือเป็นหลักการ ***
ถ้าุคุุุณไม่มั่นใจว่าผู้บาดเจ็บมีภาวะกระดูกหัก ผมขอใหัคุุณเดา หรือสันนิฐานไว้ก่อนว่า ..หัก.. เพราะถ้าหักคุณจะต้องดามมัน ก่อนที่จะมีการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บออกมา สมมุติคุณดามไป ถึงโรงพยาบาล แพทย์ส่งX-ray แล้วกลับมาบอกคุณว่า "ดามมาทำไมไม่เห็นหักเลย " แล้วเกิดผลเีสียต่อผู้บาดเจ็บหรือไม่ ....คำตอบคือ ไ่่ม่เลย กลับกันถ้าคุณเดาว่าำไม่หักแล้วไม่ได้ดามไป(แต่ในความเป็นจริงเกิดหัก ) ขณะเคลื่อนผู้บาดเจ็บเกิดกระดูกส่วนที่หักแทงเส้นเลือดเส้นประสาทบริเวณที่หัก จะเกิดผลเสียต่อผู้บาดเจ็บท้นที

...ฉะนั้นถือเป็นหลักการ ถ้าคุณไม่มั่นใจว่ากระดูกหักหรือไม่ ให้เดา หรือสันนิฐานทันทีว่า "หัก" ....

หลักการดามกระดูก หรือการเข้าเฝือกชั่วคราว ( Splint )
เมื่อเราทราบว่าผู้บาดเจ็บมีภาวะกระดูกหัก คุณจำเป็นจะต้องดามกระดูกก่อนให้การเคลื่อนย้าย โดยมีหลักในการดามดังนี้

1. กระดูกที่มีลักษณะหักแบบเปิด ให้ใช้ผ้าสะอาดปิดคลุมบริเวณที่บาดเจ็บ
2. ห้ามจัดหรือดึงกระดูกให้เข้าที่ ไม่ว่ากระดูกนั้นจะโก่ง งอ หรือคด
3. ผูกเฝือกให้แน่นพอควร เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก
4.ดามแบบ " สูง 1 ต่ำ 1 " เสมอ ทุกครั้งที่ดามกระดูก ให้ใช้หลักการดังนี้ " ดามให้เฝือกอยู่สูงกว่าส่วนที่หักขึ้นไป 1 ข้อ และดามให้เฝือกอยู่ต่ำกว่าส่วนที่หักลงไป 1 ข้อ" เช่น กระดูกปลายแขนหัก (กระดูกแขนที่อยู่ระหว่างข้อมือจนถึงข้อศอก ) คุณต้องดามให้เฝือกยาวกว่าข้อศอก (สูง 1) และยาวกว่าข้อมือ( ต่ำ 1 ) ถ้าคุณดามได้ดังนี้ จะส่งผลให้ผู้ป่วยเจ็บน้อยมากเวลาเคลื่อนย้าย





กระดูกต้นแขนหัก กระดูกต้นขาหัก กระดูกปลายขาหัก
(หัวไหล่-ข้อศอก ) (ข้อสะโพก-ข้อเข่า) (ข้อเข่า-ข้อเท้า )


หากคุณสามารถทำได้ตามหลักการที่บอกไว้ รับประกันได้ว่า จะสามารถลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บาดเจ็บได้ รวมทั้งยังสามารถลดหรือบรรเทาอาการเจ็บปวดได้มากทีเดียว


หมายเหตุ 2 :
- หากท่านผู้อ่านต้องการบทความ/ความรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นในหัวข้ออื่นๆ
ท่านสามารถส่งเมล์มาได้ที่ siammtc@gmail.com
- บริษัทสยามเมดิคอลเทรนนิ่งเซ็นเตอร์ จำกัด 087-034-9000, 0898116139
ผู้ให้บริการฝึกอบรมหลักสูตรการปฐมพยาบาลและการกู้ชีวิตเบื้องต้น
หากท่านต้องการทราบรายละเอียดและราคาเกี่ยวกับหลักสูตรดังกล่าวกรุณาติดต่อได้ที่
บริษัทสยามเมดิคอลเทรนนิ่งเซ็นเตอร์ จำกัด 087-034-9000 , 089-811-6139 หรือ Download รายละเอียดหลักสูตรที
Link: http://www.ziddu.com/download/17872967/FirstAidnCPR2012.pdf.html



วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2552

การปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บบริเวณกระดูกและข้อ


บริษัทสยาม เมดิคอล เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด
ผู้ให้บริการอบรม

1. หลักสูตรการปฐมพยาบาลและปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน
( First Aid And Basic Life Support )


2. หลักสูตรหลักการยศาสตร์กับการทำงาน
(Ergonomics System )


3. หลักสูตรยาเสพติดและการบำบัด


TEL : 087-034-9000 , 089-811-6139 EMAIL : siammtc@ gmail.com

หมายเหตุ 1 : เนื้อหาของบทความด้านล่างเกิดจากประสบการณ์จริง ของผู้เขียนทั้งในบทบาทของผู้ให้การรักษาพยาบาล ผู้พบเห็นในขณะที่ยังทำงานในตึกอุบัติเหต และบทบาทของวิทยากร ผู้เขียนจึงอยากนำเทคนิค ดังกล่าวมาถ่ายทอด เพื่อประโยชน์ต่อนักปฐมพยาบาลทุกคนที่มีส่วนช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ อีกทั้งยังช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับ
ผู้
บาดเจ็บ อันจะส่งผลให้ผู้บาดเจ็
บสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

การปฐมพยาบาลผู้ป่่วที่มีการบดเจ็บกระดูกและข้อ

1. ข้อเคล็ด
ข้อเคล็ด หมายถึง การฉีกขาดของเนื้อเยื่อรอบๆข้อต่อ อันเนื่องมาจากการถูกดึง กระชาก ยืด หรือบิดมากกว่าปกติ

การปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเคล็ด
ให้นักปฐมพยาบาลใช้หลักการเดียวกับการปฐมพยาบาลบาดแผลปิด (แผลฟกช้ำ ) นั่นคือใช้ RICE มาเป็นแนวทางในการรักษา ซึ่งประกอบด้วย

1. REST หยุดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และข้อบริเวณที่ได้รับการบาดเจ็บทันทีที่สามารถทำได้ การกระทำดังกล่าวจะทำใ้ห้ เส้นเลือดฝอยที่นำเลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นแตกน้อยลง มีผลให้เกิดการบวมของข้อน้อยลง และเส้นเอ็น เส้นประสาท กล้ามเนื้อ ก็ฉีกขาดน้อยลง

2. ICE ให้นำน้ำแข็งหรือน้ำเย็นมาประคบบริเวณอวัยวะที่ได้รับการบาดเจ็บทันที จะมีผลทำให้เส้นเลือดที่ฉีกขาดอยู่หดตัว เลือดก็ซึมออกจากเส้นเลือดน้
อยลงอาการบวมก็ลดลงตามมา อีกทั้งความเย็นยังช่วยระงับอาการปวดของข้อได้ด้วย แต่ใช้น้ำแข็งประคบเพียง 24 ชั่วโมงหลังได้รับการบาดเจ็บ หลังจาก 24 ชั่วโมงหรือเลย 1 วันไปแล้วให้ใช้น้ำอุ่นประคบ หากนักปฐมพยาบาลต้องการใช้ยาทาช่วยในการรักษา ใน 1วันแรกหลังเกิดเหตุห้ามใช้ยาสูตรร้อนเด็ดขาด ให้ทาอย่างเดียวห้ามนวด

3. COMPRESSION ้้ห้ใช้ผ้ายืดพันยึดข้อบริเวณนั้นไม่ให้เคลื่อนไหวมากขึ้น การพันผ้ายืดที่ถูกต้องให้ใช้หลักการดังต่อไปนี้
3.1 ผ้าที่พันต้องอยู่ในลักษณะที่เป็นม้วน แน่น และสะ
อาด เพื่อให้มีน้ำหนักในการพันทุกครั้ง
3.2 การพันต้องหงายผ้าพันขึ้นเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ผ้าหล่นจากมือ
3.3 การพันเพื่อให้มีประสิทธิภาพต่อส่วนที่ได้รับการบาดเจ็บที่สุด ควรใช้ส่วนที่เจ็บเป็นจุดกึ่งกลาง และแบ่งพื้นที่ที่จะพันออกไปแต่ละข้าง
3.4 การพันให้เริ่มจากส่วนปลายของอวัยวะไปยังส่วนโคน เช่นพันจากปลายแขนไปยังต้นแขน เพื่อให้มีการรีดเลือดที่คั่งบริเวณดังกล่าวกลับสู่หัวใจ เ
ป็นการลดบวมได้มากขึ้น
3.5 วิธีการพันที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพที่สุดควรพันแบบ เลขแปด ( 8 ) หรือแบบไข้ว เพราะการพันด้วยวิธีดังกล่าวจะทำให้อวัยวะถูกยึดแน่น หากด้านใดด้านหนึ่งถูกดึงรั้ง ผ้ายืดอีกด้านจะดึงรั้งกลับให้ทันที

4. ELEVATION ยกส่วนที่เจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อให้เลื้อมาหล่อเลี้ยงบริเวณดังกล่าวน้อยลง ทำให้อาการบวมลดลง

! มีหลายท่านเหมือนกันที่ถามว่า มีวิธีการจำที่ง่ายกว่านี้หรือไม่ ( เพราะบางครั้งนึกไม่ออกว่าความหมายของคำว่า RICE แต่ละตัวแปลว่าอะำไร ) ได้ครับผมจะให้หลักในการจำไป ดังนี้ ต่อไปถ้ามีอะไรมากระทบกระแทกจนเิกิดเป็นบาดแผลปิด หรือเกิดอาการข้อเคล็ด ให้นำหลักการ 4 ย.ไปใช้ทันที นั่นคือ
1. ย. ที่ 1 " หยุด "
2. ย. ที่ 2 " ยก "
3. ย. ที่ 3 " ยึด "
4. ย. ที่ 4 " เย็น "


***การปฐมพยาบาลข้อเคล็ด ที่ ผิด !!!
เมื่อมีอาการบาดเจ็บบริเวณข้อ ท่านสามารถใช้หลักการ RICE หรือ 4 ย. แต่ห้ามใช้สิ่งเหล่านี้เด็ดขาด นั่นคือ HARM
H = Heat ความร้อนเช่น ลูกประคบ ห้ามใช้เด็ด โดยเฉพาะใน 1 วันแรกหลังเกิดเหตุ เส้นเลือดจะขยายตัวมากขึ้น เป็นผลทำให้เลือดออกมากขึ้น สุดท้ายจะบวมมาก

A = Alcohol เป็นข้อห้ามเนื่องจากจะทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดแรง ทำให้เลือดมีโอกาสไหลไปบริเวณที่บวมมากขึ้น

R = Runing ห้ามออกกำลังกายในบริเวณอวัยวะที่มีการบาดเจ็บ ให้หยุดพักหรือหยุดนิ่งให้มากที่สุด

M = Massage ห้ามนวดเด็ดขาดเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อ เอ็น และเส้นประสาทบริเวณที่ได้รับการบาดเจ็บอักเสบมากกว่าเดิม

เพียงเท่านี้คุณก็สามารถปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บที่ได้รับอันตรายจนเกิดบาดแผลชนิดปิด หรือข้อเคล็ดได้แล้ว

หมายเหตุ 2 :
- หากท่านผู้อ่านต้องการบทความ/ความรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นในหัวข้ออื่นๆ
ท่านสามารถส่งเมล์มาได้ที่ siammtc@gmail.com
- บริษัทสยามเมดิคอลเทรนนิ่งเซ็นเตอร์ จำกัด 087-034-9000 , 089-811-6139
ผู้ให้บริการฝึกอบรมหลักสูตรการปฐมพยาบาลและการกู้ชีวิตเบื้องต้น
หากท่านต้องการทราบรายละเอียดและราคาเกี่ยวกับหลักสูตรดังกล่าวกรุณาติดต่อได้ที่
บริษัทสยามเมดิคอลเทรนนิ่งเซ็นเตอร์ จำกัด 087-034-9000 , 089-811-6139 หรือ Download รายละเอียดหลักสูตรที่
Link: http://www.ziddu.com/download/17872967/FirstAidnCPR2012.pdf.html



วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2551

การปฐมพยาบาลบาดแผลปิด


บริษัทสยาม เมดิคอล เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด
ผู้ให้บริการอบรม

1. หลักสูตรการปฐมพยาบาลและปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน
( First Aid And Basic Life Support )


2. หลักสูตรหลักการยศาสตร์กับการทำงาน
(Ergonomics System )


3. หลักสูตรยาเสพติดและการบำบัด


TEL : 087-034-9000 , 089-811-6139 EMAIL : siammtc@ gmail.com

หมายเหตุ 1 : เนื้อหาของบทความด้านล่างเกิดจากประสบการณ์จริง ของผู้เขียนทั้งในบทบาทของผู้ให้การรักษาพยาบาล ผู้พบเห็นในขณะที่ยังทำงานในตึกอุบัติเหต และบทบาทของวิทยากร ผู้เขียนจึงอยากนำเทคนิค ดังกล่าวมาถ่ายทอด เพื่อประโยชน์ต่อนักปฐมพยาบาลทุกคนที่มีส่วนช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ อีกทั้งยังช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับ
ผู้
บาดเจ็บ อันจะส่งผลให้ผู้บาดเจ็บสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ





การปฐมพยาบาลบาดแผลปิด

บาดแผล
หมายถึง
การบอบช้ำ หรือ
และการฉีกขาดของผิวหนัง/กล้ามเนื้อของร่างกาย
ความรุนแรงขึ้นอยู่กับสิ่งที่มากระทบและตำแหน่งของการบาดเจ็บ


บาดแผลแบ่งออกเป็นกี่ชนิด ?
โดยทั่วไปเราแบ่งบาดแผลออกเป็น 2 ชนิด เพื่อให้ง่ายต่อการปฐมพยาบาลนั่นเอง
1.
บาดแผลปิดด้แก่บาดแผลที่ได้รับอันตรายจากวัสดุไม่มีคมมากระทบเช่น ถูกต่อย สิ่งของหล่นใส่ มีอาการฟกช้ำ บวม เขียวช้ำ เป็นต้น
2.
บาดแผลเปิดด้แก่บาดแผลที่ได้รับอันตรายและมีการฉีกขาดของผิวหนังและกล้ามเนื้อ มีเลือดซึมออกมา

ต่อไปนี้เราจะมาดูวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ผู้บาดเจ็บที่ได้รับอันตรายและมีลักษณะบาดแผลเป็นแบบปิด

ก่อนอื่นเรามาดูว่า เหตุใดผู้บาดเจ็บที่ถูกวัสดุหล่นใส่หรือถูกกระแทก ทำไมบาดแผลบริเวณนั้นจึงมีอาการบวม ช้ำเขียว ?
เหตุผลก็เนื่องมาจากเส้นเลือดฝอยที่นำเลือดและออกซิเจนมาเลื้ยงเนื้อเยื่อบริเวณนั้นได้รับการกระแทกและมีผลทำให
้เส้นเลือดฝอยดังกล่าวแตก หากเปรียบเส้นเลือดฝอยเป็นท่อประปา หัวใจเป็นเครื่องปั๊มน้ำ ทุกครั้งที่หัวใจมีการเต้น จะีการสูบฉีดเลือดให้วิ่งไปตามท่อ เมื่อมีรูหรือมีการฉีกขาดของเส้นเลือด เลือดก็จะไหลออกจากท่อ ไปคั่งอยู่ในกล้ามเนื้อใต้ชั้นผิวหนัง อันเป็นสาเหตุของการบวมนั่นเอง
เมื่อเรารู้ถึงสาเหตุของการบวมแล้ว ก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุเช่นกัน
นั่นคือทำให้รูที่เกิดจากการฉีกขาดเล็กลงเพื่อให้เลือดไหลออกน้อยลงนั่นเอง

หลักการการปฐมพยาบาลให้ใช้หลักการ " RICE "

R = REST
ให้ผู้บาดเจ็บหยุดการเคลื่อนไหวอวัยวะที่ได้รับการบาดเจ็บทันที เพราะถ้ายิ่งเคลื่อนไหว ยิ่งทำให้เส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นแตกมากขึ้นนั่นเอง

I = ICE
ใช้ความเย็นหรือน้ำแข็งประคบ/วางบนบริเวณที่ได้รับการบาดเจ็บทันที อย่างน้อยนานประมาณ 30 นาที หากคุณใช้น้ำแข็งให้ห่อน้ำแข็งด้วยผ้าที่ชุบน้ำหมาดๆจะเป็นการกระจายความเย็นได้ดีที่สุด ให้ประคบด้วยความเย็นไปตลอดเมื่อมีโอกาส โดยให้ประคบด้วยความเย็นหรือน้ำแข็งเพียง 1 วันหลังจากได้รับอุบัติเหตุเท่านั้น แต่เมื่อเลย 1 วันหลังเกิดเหตุใ้ห้ใช้น้ำอุ่นประคบ เหตุผลที่ให้ประคบด้วยความเย็นใน 1 ว้นแรกหลังเกิดเหตุก็เนื่องจากเมื่อเส้นเลือดฝอยบริเวณที่ได้รับอันตรายถูกความเย็นจะมีการหดตัว เป็นผลทำให้รูหรือรอยฉีกขาดของเส้นเลือดหดเล็กลง จึงทำให้เลือดซึมหรือไหลออกจากเส้นเลือดน้อยลงนั่นเอง ทำให้บวมน้อยลง แต่พอหลังจาก 1 วันหลังเกิดเหตุให้ประคบด้วยของอุ่น ก็เพราะมีเลือดบางส่วนที่ไหลออกมาคั่งอยู่ใต้้ผิวหนัง หลังจากได้รับอุบัติเหตุ พอเส้นเลือดได้รับของอุ่นจะขยายตัว และจะดูดซึมเลือดที่คั่งอยู่ให้กับเข้าสู่ร่ายกาย ทำให้ลดอาการบวมลงได้

ความเชื่อที่ผิด และมักได้รับการปฏิบัติเสมอมา !
นักปฐมพยาบาลหรือผู้บาดเจ็บบางท่านให้การปฐมพยาบาลที่ผิด จนมีผลทำให้เกิดอาการบวมมากขึ้น นั่นคือการทาด้วยยาที่ีมีสูตรร้อน ใน1วันแรกหลังเกิดเหตุ จนมีผลทำให้เส้นเลือดเกิดการขยายตัว รูหรือรอยฉีกขาดเปิดกว้างขึ้น ทำให้เกิดอาการบวมเพิ่มขึ้น ฉะนั้นใน 1 วันแรกให้ใช้น้ำแข็ง ร่วมกับหลักการข้ออื่นก็เพียงพอแล้ว หากต้องการใช้ยาสูตรร้อนให้ใช้ในว้นที่ 2 โดยให้ทาอย่างเดียวไม่นวดเด็ดขาด

C = COMPRESSION
คือการยึดเพื่อไม่ให้อวัยวะที่ได้รับอันตรายมีการเคลื่อนไหวมากขึ้น อันจะส่งผลให้เส้นเลือดและกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวฉีกขาดเพิ่มขึ้นนั่นเอง การยึดดังกล่าวอาจใช้ ผ้าหรือ ผ้ายืด พัน หลักการพันผ้ายืดควรพันให้กระชับ ไม่หลวมหรือคับจนเกินไป และที่สำคัญ ขนาดหรือไซส์ของผ้าต้องเหมาะสมกับขนาดของอวัยวะที่จะพัน เช่น ผ้ายืดขนาด 2-3 " ให้ใช้พันบริเวณมือ ข้อมือ ขนาด 4-5 " พันบริเวณ ต้นแขน ขาส่วนปลาย ขนาด 6 " พันบริเวณ ต้นขา หรือหน้าอก เป็นต้น


E = ELEVATION
การยกอวัยวะส่วนที่ได้รับบาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจนั่นเอง จะมีผลทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณดังกล่าวน้อยลง ส่งผลให้เกิดการบวมลดลง
นักปฐมพยาบาลทุกคน เพียงคุณใช้หลักการดังกล่าวข้างต้น คุณก็สามารถช่วยให้บาดแผลปิดของผู้บาดเจ็บลดบวม หายได้เร็วขึ้น ลองนำไปใช้ดูนะครับ

หมายเหตุ 2 :
- หากท่านผู้อ่านต้องการบทความ/ความรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นในหัวข้ออื่นๆ
ท่านสามารถส่งเมล์มาได้ที่ siammtc@gmail.com
- บริษัทสยามเมดิคอลเทรนนิ่งเซ็นเตอร์ จำกัด 087-034-9000 , 089-811-6139
ผู้ให้บริการฝึกอบรมหลักสูตรการปฐมพยาบาลและการกู้ชีวิตเบื้องต้น
หากท่านต้องการทราบรายละเอียดและราคาเกี่ยวกับหลักสูตรดังกล่าวกรุณาติดต่อได้ที่
บริษัทสยามเมดิคอลเทรนนิ่งเซ็นเตอร์ จำกัด 087-034-9000 , 089-811-6139 หรือ Download รายละเอียดหลักสูตรที่
Link: http://www.ziddu.com/download/17872967/FirstAidnCPR2012.pdf.html

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ขั้นตอนการเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ( Step for Aider )


บริษัทสยาม เมดิคอล เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด
ผู้ให้บริการอบรม

1. หลักสูตรการปฐมพยาบาลและปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน
( First Aid And Basic Life Support )


2. หลักสูตรหลักการยศาสตร์กับการทำงาน
(Ergonomics System )


3. หลักสูตรยาเสพติดและการบำบัด


TEL : 087-034-9000 , 089-811-6139 EMAIL : siammtc@ gmail.com

หมายเหตุ 1 : เนื้อหาของบทความด้านล่างเกิดจากประสบการณ์จริง ของผู้เขียนทั้งในบทบาทของผู้ให้การรักษาพยาบาล ผู้พบเห็นในขณะที่ยังทำงานในตึกอุบัติเหต และบทบาทของวิทยากร ผู้เขียนจึงอยากนำเทคนิค ดังกล่าวมาถ่ายทอด เพื่อประโยชน์ต่อนักปฐมพยาบาลทุกคนที่มีส่วนช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ อีกทั้งยังช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับ
ผู้
บาดเจ็บ อันจะส่งผลให้ผู้บาดเจ็บสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ



ขั้นตอนการเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ( Step for Aider )
เหตุผลที่ต้องเขียนหัวข้อนี้ขึ้นมา เพราะนี่คือประเด็นหลักที่นักปฐมพยาบาลเบื้องต้นต้องคำนึงเสมอในการเข้าช่วย เนื่องจากหากผู้ที่เข้าช่วยเหลือไม่ทำตามStep หรือขั้นตอนที่จะกล่าวต่อไปนี้ นอกจากตัวผู้เข้าช่วยจะไ้ด้รับอันตรายแล้ว ยังทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อตัวผู้บาดเจ็บด้วย ซึ่่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลักด้วยกันคือ

1. มีสติ

นี่เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่นักปฐมพยาบาลจะต้องมี ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ หรืออุบัติเหตุ ผู้เข้าช่วยเหลือต้องมีสติ รับรู้ว่ามีเหตุการณ์อะำไรเกิดขึ้น สถานการณ์ ณ ปัจจุบันเป็นอย่างไร ตัวผู้เข้าช่วยสามารถเข้าช่วยหรือควบคุมสถานการณ์ ได้เองหรือไม่ จำเป็นต้องขอความช่วยจากใครหรือไม่ การตัดสินใจเหล่านี้สำคัญมากทั้งตัวผู้เข้าช่วย และผู้บาดเจ็บ

2. ประเมินสถานการณ์

นี่เป็นหัวข้อที่นักปฐมพยาบาลเบื้องต้นมักจะละเลย หรือไม่ให้ความสำคัญ คุณลองนึกถึงภาพเหตุการณ์หากมีพนักงานบริษัทคุณถูกไฟ้ฟ้าดูดอยู่คุณจะทำอย่างไร ? หากคุณรีบวิ่งเข้าไปช่วยโดยไม่ได้มีการประเมินสถานการณ์ก่อน คุณหรือผู้เข้าช่วยจะกลายเป็นผู้บาดเจ็บรายที่สองทันที เพราะอาจยังมีกระแสไฟที่สามารถทำอันตรายต่อตัวผู้เข้าช่วย มิหนำซ้ำ
ต้วผู้บาดเจ็บก็ยังคงได้รับอันตรายจากกระแสไฟอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผู้เข้าช่วยเหลือต้องคำนึงทุกครั้งในขณะเข้าช่วยนอกจากการมีสติแล้ว ก็คือการประเมินสถานการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยต้องประเมินให้ครบทั้งสามด้าน คือ
2.1 ประเมินสถานการณ์เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับตัวผู้เข้าช่วย
2.2 ประเมินสถานการณ์เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับตัวผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม

2.3
ประเมินสถานการณ์เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับบุคคลรอบข้าง
หากประเมินแล้วพบว่าอันตรายยังคงมีอยู่ไม่ว่าจะเกิดกับตัวผู้เข้าช่วย / ผู้บาดเจ็บ /บุคคลรอบข้าง ต้องระงับหรือขจัดอันตรายเหล่านั้นออกไปก่อน


3. ประเมินผู้บาดเจ็บ
ขั้นตอนนนี้ถือว่าขั้นตอนที่สาม ไม่ใช่ขั้นตอนที่หนึ่ง ทำไมต้องเขียนเ่ช่นนี้ เพราะผู้เข้าช่วยเหลือส่วนใหญ่มักจะปฏิบัติขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแรก แล้วเกิดอะำไรขึ้น หากคุณนึกภาพเหตุการณ์ในข้อที่สองได้ หากผู้เข้าช่วยเหลือเข้าไปประเมินโดยการถูกตัวผู้บาดเจ็บทันทีจะเกิดอะไรขึ้น ฉะนั้นขอให้คำนึงเสมอว่า ก่อนที่ผู้เข้าช่วยเหลือจะเข้าถึงตัวผู้บาดเจ็บ ต้องผ่านสองขั้นตอนด้านบนมาก่อน

การประเมินผู้บาดเจ็บจะแบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้
3.1 การประเมินผู้บาดเจ็บระยะเร่งด่วน
จำไว้เลย ! ขั้นตอนนี้ไม่ทำไม่ได้ นั่นคือขั้นตอนการประเมินสภาวะการมีชีวิตอยู่ของผู้บาดเจ็บ โดยประเมิน 3 ระบบดังนี้ คือ
  • ระบบประสาท
  • ระบบหายใจ
  • ระบบไหลเวียนโลหิต
ซึ่งทั้ง 3 ระบบนี้ต้องทำงานประสานกัน หากพบว่าระบบใดหยุดทำงาน ต้องรีบแก้ไข หรือกู้คืนทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบหายใจ / และระบบไหลเวียนโลหิต
3.2 การประเมินผู้บาดเจ็บระยะทั่วไป
การประเมินระยะนี้จะทำได้ก็ต้องเมื่อการประเมินระยะเร่งด่วนได้ผ่านพ้นไปแล้ว นั่นหมายความว่า ผู้บาดเจ็บยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง การประเมินระยะนี้ก็คือ การตรวจร่างกายผู้บาดเจ็บ โดยต้องตรวจให้ครบทุกระบบ ตั้งแต่ศีรษะ ถึงเท้า

4. การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
แน่นอนหลังจากที่ผู้เข้าช่วยเหลือประเมินผู้บาดเจ็บ อาจจะพบสาเหตุหรืออวัยวะที่ได้รับการบาดเจ็บ ขั้นตอนต่อไปคือการปฐมพยาบาล ณ ส่วนที่ได้รับการบาดเจ็บนั่นเอง
โดยผู้ให้การปฐมพยาบาลจำเป็นจะต้องมีความรู้ มีทักษะ (่ผ่านการอบรมในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ) เพราะหากเข้าช่วยเหลือทั้งๆที่ไม่มีความรู้ หรือไม่มีทักษะในการเข้าช่วย แทนที่จะทำให้ผู้บาดเจ็บรอดพ้นจากอันตราย กลับอาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนกับตัวผู้บาดเจ็บ ซึ่งมีผลต่อการดำเนินชีวิตของผู้บาดเจ็บในอนาคต

5. การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ
หลังจากให้การปฐมพยาบาลแก่ผู้บาดเจ็บแล้ว อาจจำเป็นต้องมีการเคลื่อนย้ายผูู้บาดเจ็บ ไปไว้ยังจุดที่ปลอดภัย หรือเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บเพื่อส่งไปรักษาต่อยังสถานพยาบาล นักปฐมพยาบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงท่าที่ใช้ในการเคลื่อนผู้บาดเจ็บด้วย เพราะหากให้การเคลื่อนที่ผิดวิธี อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อตัวผู้บาดเจ็บได้ตลอดเวลา ฉะนั้นทักษะเหล่านี้จำเป็นต้องการรับการเรียนรู้และฝึกฝนจึงจะเกิดความปลอดภัยต่อทั้งตัวผู้เข้าช่วยเหลือและผู้บาดเจ็บเอง


หมายเหตุ 2 :
- หากท่านผู้อ่านต้องการบทความ/ความรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นในหัวข้ออื่นๆ
ท่านสามารถส่งเมล์มาได้ที่ siammtc@gmail.com
- บริษัทสยามเมดิคอลเทรนนิ่งเซ็นเตอร์ จำกัด 087-034-9000 , 089-811-6139
ผู้ให้บริการฝึกอบรมหลักสูตรการปฐมพยาบาลและการกู้ชีวิตเบื้องต้น
หากท่านต้องการทราบรายละเอียดและราคาเกี่ยวกับหลักสูตรดังกล่าวกรุณาติดต่อได้ที่
บริษัทสยามเมดิคอลเทรนนิ่งเซ็นเตอร์ จำกัด 087-034-9000 , 089-811-6139 หรือ Download รายละเอียดหลักสูตรที่
Link: http://www.ziddu.com/download/17872967/FirstAidnCPR2012.pdf.html